26 สิงหาคม 2548 22:49 น.
เรไร
อย่าได้สุมเชื้อไฟใส่ใครเขา
อย่าได้เอาเรื่องร้ายมาป้ายสี
หยุดเถิดท่านผู้เจริญเชิญหยุดที
หยุดวจีเหยียบย่ำหรือซ้ำเติม
อย่าสนุกเพียงนึกคึกคะนอง
หยุดจองหองพวกมากลากไปเสริม
อย่าได้ทำต่ำทรามเพราะความเดิม
อย่าได้เพิ่มโศกศัลย์ให้บั่นทอน
อย่าได้สาวความยาวต่อความยืด
อย่าขึงพืดด้วยกลมนต์อักษร
หยุดเถิดนะเรื่องราวทำร้าวรอน
อย่าได้สอนหยุดเสี้ยมเทียมแอกคน
หยุดเถิดน่ะโศกศัลย์ฉันขอกราบ
หยุดสร้างภาพหน้ากากกันสักหน
อย่าได้เอาศรัทธาประชาชน
อย่าสุขล้นด้วยประนามเหยียดหยามใคร
อย่าได้ใช้อำนาจบังอาจคิด
หยุดดวงจิตริษยาจะทำไหม
อย่าคิดว่าความอดทนมิล้นใจ
หยุดเอาไว้หยุดตรงนั้นฉันขอเตือน
หยุดปากพูดเอ่ยพล่ามทำปากพล่อย
หยุดอย่าคอยลากใครให้เแปดเปื้อน
หยุดวันนี้ความบัดซบคงลบเลือน
หยุดกลบเกลื่อนความระยำคาบคำภีร์
18 สิงหาคม 2548 21:20 น.
เรไร
ลมรำเพย ..
ลมรำเพยเอยเอื้อนย้ำเตือนหญ้า
พลิ้วแผ่วมาดั่งสะท้อนอ่อนเอนไหว
ต่างลู่เรียงโยกตามงามเหลือใจ
บันดาลให้สดชื่นแสนรื่นรมย์
พร้อมกับเสียงเสียดสีดนตรีเสนาะ
ฟังไพเราะทำนองพ้องเหมาะสม
เสียงหวีดหวิวระลิ่วรื่นน่าชื่นชม
ดั่งคำคมกานท์กวีที่พ้องพยางค์
อ่อนเอนลู่ดูงามยามไปกลับ
ชูยอดรับสุริยาเพลาสาง
แตกกิ่งอ่อนยอดงามแนวทาง
เบื้องใบบางริ้วระบัดกวัดแกว่งไกว
คล้อยคู่เคียงเอียงกิ่งช่วงชิงท่า
แสนหรรษายามลมชมเชยใกล้
เร่งลีลาสพาดพิงอิงเอนไป
ลีลาไหวเรื่อยระรัวถ้วนทั่วกัน
โอ้ดอกหญ้าท่าทางช่างชดช้อย
ฤๅเจ้าคอยแสงระวีเปล่งสีสัน
ความอบอุ่นเอื้อใจให้สุขพลัน
จึงเหหันลืมลมเคยชมเชย
จากเมื่อก่อนอ้อนหาคราลมล่อง
ร่ายทำนองเพราะพริ้งไม่นิ่งเฉย
มวลหญ้างามมิเอนดั่งเช่นเคย
ฤๅละเลยหรือไรไม่เมตตา
คงหมดสิ้นอาลัยในความภักดิ์
จึงหาญหักไมตรีที่โหยหา
ก่อนยังเคยกล่อมใจให้ทุกครา
ไยกอหญ้าโปรดแสงแห่งสุรีย์ ?
กอหญ้า..
สายลมครวญเพ้อพร่ำรำพันว่า
เจ้ากอหญ้าเผลอไผลทำหน่ายหนี
หลงอุ่นไอด้วยแรงแสงระวี
ลืมว่ามีลมคอยอย่างน้อยใจ
เจ้าพราวพัดผ่านเฉยล่วงเลยพ้น
ทุกแห่งหนทั่วแคว้นดินแดนไหน
จากฟากฟ้าสู่มหาชลาลัย
แล้วไฉนน้ำคำเหมือนคร่ำครวญ
กับยอดหญ้าต่ำต้อยที่ด้อยค่า
มีราคาน้อยนิดไยคิดหวล
เสียงลมครางหวิวดังฟังรัญจวน
ฤ เรรวนปรวนแปรมิแน่เลย
หากเหนื่อยล้าอย่าไปให้ถอยกลับ
จะรอรับแอบอิงมินิ่งเฉย
สู่ยอดหญ้าทุ่งกว้างเหมือนอย่างเคย
อย่าละเลยพัดมาให้ถาวร
มาเถิดเจ้าสายลมที่ขมขื่น
เก็บกล้ำกลืนช้ำชอกคอยหลอกหลอน
จะปลอบโยนฤดีที่ร้าวรอน
สิ่งรุ่มร้อนสูญสลายในพริบตา
จงพัดพาบรรเลงเป็นเพลงหวาน
สุขสำราญสดชื่นรื่นเริงร่า
เต้นระบำรำฟ้อนตอนโศกา
ให้ยอดหญ้าชื่นชมลมรำเพย
18 สิงหาคม 2548 15:19 น.
เรไร
ยามได้ตดสดชื่นระรื่นตูด
ยามเมื่อสูดกลิ่นตดช่างสดใส
ตดมิออกมิรู้ว่าจะพึ่งใคร
ทั้งท้องไส้ปั่นป่วนชวนผายลม
กลอนบทได้สองวรรคแรกผมจำไม่ได้จริงๆว่าไปอ่านมาจากที่ไหน
หรือได้ยินมาจากที่ไหน ใครรู้บอกทีน่ะครับ
เสียงของผู้หญิงกับผู้ชายจะส่งเสียงออกมาต่างกันคนละโทน
ถ้าผู้ชายเสียงแหบๆแตกๆ แบบหนุ่มวัยแตกพาน
ถ้าเป็นผู้หญิงเสียงออกแนวน่ารัก แหลมๆ...เฮ้อ
ไปดีกว่า...เหม็น
17 สิงหาคม 2548 21:43 น.
เรไร
เก็บเอาไว้ฤดีที่เจ็บช้ำ
ถูกกระทำย่ำยีมากี่หน
เก็บน้ำตาขมขื่นกล้ำกลืนทน
ฤดีหม่นชินชามาเนิ่นนาน
เผื่อเอาไว้จงเผื่อเหลือไว้บ้าง
คงมีทางก้าวข้ามความร้าวฉาน
หวังสักวันโศกาอาลัยลาน
คงจะผ่านทุกข์ตรมถมทวี
แบกเอาไว้อย่าวางลงจงแบกไว้
เตรียมหัวใจเตรียมจิตอย่าคิดหนี
จงหมายมั่นฝันใฝ่ในสิ่งดี
คงสักที่สักแห่งจงแข็งใจ
หากเหนี่อยหนักพักกายเอาไว้ก่อน
หาที่นอนสักตื่นฝืนมิไหว
พอสิ่งที่ชั่วร้ายจางหายไป
ค่อยสู้ต่อก้าวใหม่ใจดวงเดิม
หากใครเคยฟังเพลงรักต้องสู้ของ คาราบาว
เนื้อหาเพื่อให้กำลังใจ คนที่พ่ายแพ้ คนที่อ่อนแอ
ผมรู้สึกเช่นนั้นกับบทเพลงนี้
16 สิงหาคม 2548 23:08 น.
เรไร
จะเค้นเอาอะไรกันนักหนา
อักขราเรียงร้อยถ้อยอักษร
จับสัมผัสกำหนดเป็นบทกลอน
แถมสั่งสอนเสี้ยมคนให้ชนกัน
สาอะไรกับความคิดที่คับแคบ
แค่ตัวแสบจ้องทำลายหมายปลุกปั่น
หากยังคิดไว้ใจไปฟังพลัน
ไม่แน่นะสักวันมันย้อนรอย
อาจจะคิดสมคบตลบหลัง
หากชิงชังพร้อมสร้างให้ด่างพร้อย
ดั่งติดกับที่ขวางวางไว้คอย
เหยื่อตัวน้อยหลงกลจนตัวตาย
นี่แหล่ะหนอตัวตนของคนเสี้ยม
หากว่าไม่รู้เหลี่ยมเตรียมหัวหาย
อักษรที่มีเงื่อนเหมือนซ่อนลาย
ชีพอาจวายด้วยโง่เซ่อจึงเผลอตน
จงไตร่ตรองทบทวนให้ถ้วนถี่
ตั้งสติให้ดีอีกสักหน
ว่าอักษรซ่อนไว้ใส่เล่ห์กล
ต้องคิดค้นแยกออกสิ่งหลอกลวง
สิ่งที่ปรากฏไว้ให้คนเห็น
อาจซ่อนเร้นจนหมดปดทุกช่วง
หากตัดสินแค่มองสมองกลวง
คล้องเชือกบ่วงสนตะพายคล้ายกระบือ
อาจจะใช้ภาษาดูป่าเถื่อน
บ้างบิดเบือนความจริงสิ่งยึดถือ
เนรมิตสร้างตนจนเลื่องลือ
แอบอ้างชื่อนักปราชญ์อนาถจริง
อยากจะเค้นอีกไหมนัยภาษา
ที่ผ่านมาก็แถลงแจ้งทุกสิ่ง
หากยังไม่พอใจให้ท้วงติง
หากเฉยนิ่งก็ขอจบคำรบความ