5 กันยายน 2554 14:32 น.
คนกุลา
กาพย์ห่อโคลงเจนละ
๒๖
๐ อาณาจักรแห่งท้าว.......มั่นคง
จึงแบ่งในหมู่วงศ์.............ชิดใกล้
เชษฐบุตรมอบทรง...........ภวราช สืบนอ
แดนใหม่ตีมาได้..............โปรดให้โอรสครอง๚ะ๛
............
๐ อาณาจักรแห่งท้าว
ทั่วแดนด้าวเริ่มมั่นคง
พระจึงดำริทรง-
แบ่งหน้าที่ควรมีกัน
๐ ในหมู่พระญาติใกล้
ธ ทรงให้ไอศวรรย์
ใกล้เขตุแดนฟูนัน
โปรดแบ่งปันโอรสครอง
๐ บุตรของพระเชษฐา
สืบพาราจำปาผอง
จัดสรรตามครรลอง
เพื่อมิต้องผิดพ้องใจ
๐ ด้วยธรรมน้อมนำจิต
นฤมิตรพิสุทธิ์ใส
ทั้งแคว้นสุดแดนไกล
มิมีใครขุ่นหมองมัว
๐ ขอบเขตุอาณาจักร
ร่วมแรงภักดิ์กันถ้วนทั่ว
ริปูรู้เกรงกลัว
หาใดกล้ามาย่ำยี๚ะ๛
...................คน กุลา ๕ กันย์ ๕๔
(กว่าจะมาเป็นไทย ภาค ๒)
1 กันยายน 2554 12:14 น.
คนกุลา
๐ จากสันเขาสู่สันเขาผ่านเงาหม่น
เมฆเบื้องบนบางเทาช่างเหงาหงอย
อีกฟากฝันนั้นหวังใครยังคอย
ตะวันคล้อยเขาเขินค่อยเดินทาง
๐ สะพายเป้ปรับสายให้กระชับ
เตรียมพร้อมสรรพสิ่งของต้องสะสาง
เคลื่อนตัวตนด้นฝ่าป่ายูงยาง
ท่ามแสงจางลางเลือนเรียวเดือนแรม
๐ มองที่หมายบ่ายหน้าสันผาสูง
เสียงเหล่าฝูงสัตว์ไพรร้องใสแหลม
อาจใช้ไฟได้บ้างพรางวอมแวม
ราวรอนแรมริมผามุ่งนาเนิน
๐ เจอห้วยน้ำข้ามยากมากโขดหิน
น้ำสาดรินรุนแรงเซาะแก่งเขิน
ค่อยเลาะมาหาทางช่องช้างเดิน
พร้อมเผชิญอันตรายและหมายพลีฯ
๐ ผ่านทุ่งนาป่าทามในความเงียบ
เลาะไล่เลียบลัดทางต่างวิถี
ต้องปิดลับกับกฎกำหนดมี
เป็นวิธีจรยุทธ์จุดสำคัญ
๐ ในบางคราวเท้าหลงเข้าพงไผ่
โดนหนามไหน่เหนี่ยวแปลบสุดแสบสัน
คอยบอกทางข้างหลังระวังกัน
ที่สุดหวั่นปะทะค่ายฯตั้งหลายกอง
๐ เหลียวเบิ่งฟ้าดารดาษสาดกระพริบ
ดาวระยิบใยแสงแต่งฟ้าหมอง
หลังผ่านทุ่งเนินท่าป่าลำคลอง
เข้าเขตุของป่าเขาเราหวังมา
๐ จากสันเขาสู่สันเขาผ่านเงาหม่น
เมฆเบื้องบนบางคล้อยชะงอยผา
คิดถึงรอยแรมทางข้างจากลา
คำถามว่ามาทำไมไยยังตรึง
๐ ทางเดินยิ่งยากย้ำมากคำถาม
พาลลุกลามนิยามไกลเกินใฝ่ถึง
สงสัยว่าท่าถลำสู่คำนึง
คำตอบซึ่งมีให้คล้ายลวงกัน
๐ จากทางเทียวเปลี่ยวเหงาในเงาฝน
เวียนวกวนวุ่นวายจนคล้ายฝัน
แต่จุดหมายได้มีช่างดีครัน
ทุกคนนั้นนึกเห็นภาพเส้นทาง
๐ เปรียบกับทางชีวิตพินิจตรึก
ยิ่งรำลึกเลือนละยากสะสาง
เพราะเป้าหมายมืดสลัวเมาอำพราง
คำถามหว่างกลางใจใครตอบที
..........................................
คำถามหว่างกลางใจ..??...กฎใครกัน
๐ ก่อนเดินทางวางทุกสิ่งแม้มิ่งมิตร
ด้วยดวงจิตเดิมทีมากสีสัน
หากเพลามาเปลี่ยนหมุนเวียนพลัน
ล่วงวัยวันผันไปใจรวนเร
๐ อุดมการณ์สานส่งมั่นคงแน่
มาเริ่มแปรปรวนหนักและหักเห
ราวเรือน้อยลอยคว้างกลางทะเล
ท่ามแรงเล่ห์ลมร้ายหมายล่มเรือ๚ะ๛
.....................คน กุลา ๑ กันย์ ๕๔
30 สิงหาคม 2554 22:12 น.
คนกุลา
๐ ลอยละลิ่วปลิวคว้างจากหว่างผา
สาดลงมาเหมือนดังเซาะฝั่งฝัน
ท่ามกลางดงพงพนาในสายัณห์
ก่อหมอกควันฟุ้งฟ้าเคลียป่าไพร
๐ น้ำตกไหลไร้นามแต่งามงด
เกินเรียงรจน์ร้อยจารคำขานไข
ยังฝังตรึงซึ้งจำภาพย้ำใจ
นานเพียงใดดังเหมือนมิเคลื่อนคลาย
๐ ในแดดอ่อนก่อนลาทิวาลับ
สาดแสงจับจะงอยผาแล้วพร่าหาย
เสกสร้างแม้นแสนฝันสุดบรรยาย
ลอดม่านสายสร้อยนทีปกคลี่คอย
๐ การเดินทางบางคราวกลางราวฝน
เหน็ดเหนื่อยจนเจียนหมดแรงถดถอย
เมื่อพักพิงอิงอุ่นกลิ่นกรุ่นลอย
ไอน้ำย้อยย้อมหวังกลับรั้งคืน
๐ ลอยละลิ่วปลิวคว้างจากหว่างผา
สาดลงมาเหมือนห่มคลุมพรมผืน
ยามราตรีคลี่ดำแห่งค่ำคืน
สูดลมชื้นชุ่มรับแล้วหลับตา
๐ หลับลงกลางหว่างไพรที่ไกลแสน
ราวเมืองแมนแดนสรวงห้วงเวหา
ไร้กังวลหม่นจิตสู่นิทรา
ลืมเลือนจาบัลย์ผ่านเนิ่นนานวัน
๐ ฟังเพลงน้ำร่ำเสียงเคียงไพรสณฑ์
กล่อมกมลขานกู่สู่สวรรค์
กรุ่นกลิ่นหอมพยอมไพรอาบใยจันทร์
มาเสกสรรค์สุขซึ้งตรึงดวงจินต์๚ะ๛
.....................คน กุลา ๓๐ สิงห์ ๕๔
28 สิงหาคม 2554 12:40 น.
คนกุลา
กาพย์ห่อโคลงเจนละ
๒๕)
๐ ภายหลังจากแต่งตั้ง....................นามองค์
ยามเมื่อมีชัยทรง.............................ก่อปั้น
โคอุสภะเป็นมง-..............................คลยิ่ง
แนวที่ปฏิบัตินั้น...............................ตราบสิ้นรัชสมัย๚ะ๛
.......
๐ ภายหลังอภิเษก
ชื่อเสียงเอกอุโฆษไกล
นามองค์พระทรงชัย
จารึกไว้ก็เปลี่ยนตาม
๐ เดิมมีศิวะลึงค์
ที่ปักตรึงทุกอาราม
ยังยึดพิธีพราหมณ์
แต่หากสร้างรูปโคแทน
๐ ด้วยโคอุสภะ
พาหนะท่องทั่วแดน
ศิวะเทพ ณ เมืองแมน
ประทับทิพย์เป็นอารมณ์
๐ ความหมายที่ต้องการ
ธัญญาหารหวังอุดม
สายฝนให้พร่างพรม
ตกต้องตามฤดูดี
๐ ยึดเป็นแนวปฏิบัติ
ตลอดรัชสมัยมี
ต่อเนื่องมานานปี
ตราบเท่าที่พระชนม์ยัง๚ะ๛
................คน กุลา ๒๘ สิงห์ ๕๔
( กว่าจะมาเป็นไทย ภาค ๒)
27 สิงหาคม 2554 21:07 น.
คนกุลา
๐ หมู่เมฆมวลอวลให้เย็นไอฉ่ำ
กลั่นฝนร่ำรื้นระฟ้าวสันต์
ลดความร้อนฟอนไฟมอดไหม้พลัน
ดับเดือดควันฟุ้งว่อนให้ผ่อนคลาย
๐ คล้อยหน้าฝนจนจิมเข้าคิมหันต์
พร่างพรูพลันโปรยอยู่ไม่รู้หาย
มวลดอกไม้สยายเคียงช่อเรียงราย
ให้โลกหมายมั่นชมสุดสมงาม
๐ น้ำนาข้าวคราวกล้าถึงคราออก
แตกยอดดอกผักผลชูล้นหลาม
พืชพื้นบ้านงานพื้นเมืองร้อยเรืองนาม
ขึ้นอยู่ตามทั่วถิ่นดินแดนไทย
๐ ประเพณีมีอยู่มิรู้ร้าง
และแตกต่างตามจากเกิดภาคไหน
อีสานเหนือใต้กลางเป็นอย่างไทย
ที่เห็นได้หลายหลากมากเหลือดี
๐ เหมือนดอกไม้ได้บานตระการสวย
งามระรวยด้วยลายหลากหลายสี
มิใช่เพียงเรียงดอกบอกว่ามี
สื่อเพียงสีสีเดียวให้เที่ยวชม
๐ ยากคือการประสานไม้หลายสีสัน
ให้กลมกันกลืนระบายได้งามสม
พอใครเห็นเป็นถามหวามอารมณ์
เพราะผสมพรมผสานหวานทั่วไทย๚ะ๛
...........................คน กุลา ๒๗ สิงห์ ๕๔